รีวิว Razer BlackShark V2 X: หูฟังเกมมิ่ง Esports งบ 1,500 บาท น้ำหนักเบา ไมค์คมชัด

ถ้าคุณกำลังมองหาหูฟังเกมมิ่งคุณภาพดีในราคาที่ไม่ทำร้ายกระเป๋าเงิน Razer BlackShark V2 X อาจเป็นคำตอบที่คุณกำลังมองหา หูฟังรุ่นนี้เปิดตัวเมื่อปี 2020 และยังคงครองใจเกมเมอร์งบประมาณจำกัดมาจนถึงปี 2026 ด้วยราคาเพียง 1,500-1,700 บาท แต่มาพร้อมฟีเจอร์ระดับ esports ที่น่าประทับใจ ไม่ว่าจะเป็นไดร์เวอร์ Razer TriForce 50mm ที่แยกย่านเสียงแบบอิสระ ไมโครโฟน HyperClear Cardioid ที่บันทึกเสียงได้คมชัดเยี่ยม และที่สำคัญคือน้ำหนักเพียง 240 กรัม ทำให้ใส่สบายแม้เล่นเกมนานหลายชั่วโมง หูฟังรุ่นนี้ได้รับการทดสอบร่วมกับนักกีฬา esports มืออาชีพจาก Team Razer และถูกยกย่องจากหลายรีวิวว่าเป็น “Best Budget Gaming Headset” ในช่วงราคานี้

บทความนี้จะพาคุณดำดิ่งลงไปในรายละเอียดทุกมิติของ Razer BlackShark V2 X ตั้งแต่สเปคเทคนิค การใช้งานจริงในเกม FPS อย่าง Valorant และ CS2 ไปจนถึงข้อดีข้อเสียที่คุณต้องรู้ก่อนตัดสินใจซื้อ พร้อมทั้งเปรียบเทียบกับคู่แข่งในเรนจ์ราคาเดียวกัน เพื่อให้คุณมั่นใจว่านี่คืออุปกรณ์เกมมิ่งที่เหมาะสมกับคุณหรือไม่

💡 ซื้อ Razer BlackShark V2 X ได้ที่ไหน?

เช็คราคาและโปรโมชันล่าสุดจาก Shopee ได้เลย มีโค้ดส่วนลดรอคุณอยู่!

Table of Contents

📋 ข้อมูลสรุปเร็ว Razer BlackShark V2 X

แบรนด์และรุ่นRazer BlackShark V2 X
ประเภทหูฟังเกมมิ่งมีสาย (Wired Esports Headset)
วันเปิดตัว30 กรกฎาคม 2020
ราคาในไทย฿889 – ฿1,690 (ตามร้านค้า)
ไดร์เวอร์Razer TriForce 50mm Drivers
น้ำหนัก240 กรัม
การเชื่อมต่อAnalog 3.5mm (4-pole TRRS)
ไมโครโฟนRazer HyperClear Cardioid Mic
Surround Sound7.1 Virtual (Windows 10 64-bit)
ความเข้ากันได้PC, Mac, PS4/PS5, Xbox, Switch, มือถือ
สีBlack, White, Green, Quartz
เหมาะกับนักเล่น FPS, Competitive Gaming, งบ 1,500-2,000 บาท

⚙️ สเปคเทคนิคโดยละเอียด

ไดร์เวอร์และเสียง

หัวใจสำคัญของ BlackShark V2 X คือไดร์เวอร์ Razer TriForce 50mm ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อแยกคลื่นเสียงออกเป็น 3 ย่านอิสระ ได้แก่ high (เสียงสูง), mid (เสียงกลาง) และ low (เสียงต่ำ) เทคโนโลยีนี้ช่วยให้แต่ละย่านเสียงมีความคมชัดและรายละเอียดมากขึ้น เหมาะสำหรับการจับทิศทางเสียงฝีเท้าในเกม FPS ที่ต้องการความแม่นยำสูง

  • Frequency Response: 12 Hz – 28 kHz (กว้างกว่าหูฟังเกมมิ่งทั่วไปในราคาเดียวกัน)
  • Impedance: 32Ω at 1 kHz (ขับง่าย ไม่ต้องใช้ amp เพิ่ม)
  • Sensitivity: 100 dB SPL/mW at 1 kHz
  • Driver Type: Razer TriForce 50mm (non-titanium version)

ไมโครโฟน

จุดเด่นอีกหนึ่งประการของหูฟังรุ่นนี้คือไมโครโฟน Razer HyperClear Cardioid แบบ unidirectional ที่ออกแบบมาเพื่อรับเสียงจากด้านหน้าเป็นหลัก และตัดเสียงรบกวนจากด้านข้างและด้านหลัง ทำให้เสียงพูดคมชัดแม้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงดัง ตามรีวิวจาก RTINGS ไมโครโฟนได้รับคะแนน “excellent recording quality” ซึ่งหาได้ยากในหูฟังงบประมาณนี้

  • Type: Razer HyperClear Cardioid Mic (แบบ unidirectional)
  • Frequency Response: 100 Hz – 10 kHz
  • Sensitivity: -42 dB V/Pa at 1 kHz
  • Signal-to-Noise Ratio: 60dB
  • Mic Control: Click-to-mute button บนหูฟัง
  • ข้อจำกัด: ไมโครโฟนติดตาย ถอดออกไม่ได้
ไมโครโฟน Razer HyperClear Cardioid ของ BlackShark V2 X

การเชื่อมต่อและสาย

BlackShark V2 X ใช้การเชื่อมต่อแบบanalog 3.5mm (4-pole TRRS) ซึ่งรองรับอุปกรณ์ทุกแพลตฟอร์มที่มีพอร์ต 3.5mm ไม่ว่าจะเป็น PC, Mac, PlayStation 4/5, Xbox One/Series X, Nintendo Switch หรือแม้กระทั่งมือถือ มาพร้อมสาย splitter สำหรับแยก audio และ microphone เพื่อใช้กับ PC ที่มีพอร์ตแยก

  • ความยาวสายหลัก: 1.3 เมตร
  • Splitter cable: ยาวเพิ่มอีก 0.5 เมตร (รวม 1.8 เมตร)
  • Volume Control: Volume wheel + Mic mute button บนตัวหูฟัง
  • ข้อควรระวัง: สาย splitter อาจมีปัญหาคุณภาพตามรีวิวหลายแหล่ง แนะนำให้ซื้อสายคุณภาะดีมาใช้แทนหากพบปัญหา

Virtual 7.1 Surround Sound

หูฟังรองรับ7.1 Virtual Surround Sound ผ่านการ download software แยก โดยต้องลงทะเบียนสินค้าเพื่อรับ activation code ระบบนี้ทำงานได้เฉพาะบน Windows 10 64-bit ผ่าน Razer Synapse เท่านั้น อย่างไรก็ตาม จากรีวิวหลายแหล่งพบว่า 7.1 surround mode มักทำให้เสียง “muddy” และแนะนำให้ใช้โหมด stereo ปกติแทน ซึ่งจะให้ความแม่นยำในการจับทิศทางเสียงดีกว่า

🎨 ดีไซน์และคุณภาพการสร้าง

Razer BlackShark V2 X โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง ตัวหูฟังมีน้ำหนักเพียง240 กรัม ซึ่งเบาที่สุดในตระกูล BlackShark V2 ทำให้สวมใส่สบายแม้จะใช้งานเป็นเวลานานหลายชั่วโมง โดยเฉพาะสำหรับนักเล่น competitive ที่ต้องแข่งขันหรือฝึกซ้อมติดต่อกันนานๆ

ความสะดวกสบายในการสวมใส่

หูฟังออกแบบเป็นover-ear closed-back พร้อมฟองน้ำ memory foam ที่หุ้มด้วย breathable fabric และ leatherette padding ขนาดช่องหู (inner ear cup diameter) อยู่ที่ 63mm x 43mm ซึ่งกว้างพอสำหรับหูขนาดปานกลางถึงใหญ่ ฟองน้ำ memory foam ระบายอากาศได้ดี ช่วยลดปัญหาความร้อนสะสมรอบหู แม้เล่นเกมนานๆ ในสภาพอากาศร้อนก็ยังรู้สึกสบาย

Headband ปรับขนาดได้ พร้อม padding ด้านบน แต่ตามรีวิวจากผู้ใช้บางส่วนพบว่า clamp force (แรงกดหู) อาจรู้สึกแน่นไปหน่อยสำหรับบางคน โดยเฉพาะคนที่มีหัวใหญ่หรือสวมแว่นตา อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่รายงานว่าหลังจากใช้งานไปสักระยะ หูฟังจะ “คลาย” ลงเองและสวมใส่สบายขึ้น

มุมด้านข้าง Razer BlackShark V2 X แสดง memory foam earcup

วัสดุและความทนทาน

โครงสร้างหลักของหูฟังทำจากพลาสติกคุณภาพดี ไม่ใช่โลหะ ซึ่งช่วยลดน้ำหนักให้เบาลง อย่างไรก็ตาม การใช้พลาสติกทำให้รู้สึกไม่แข็งแรงเท่ารุ่นที่ใช้โลหะ แต่ด้วยราคาในระดับนี้ถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยนที่ยอมรับได้ หูฟังมี 4 สีให้เลือก ได้แก่ Black (ดำ), White (ขาว), Green (เขียว) และ Quartz (สีชมพูอ่อน)

จากรีวิว long-term ของ Hardware Canucks หลังจากใช้งาน 6 เดือน พบว่าปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่ตัวหูฟัง แต่อยู่ที่สาย splitter ที่มีคุณภาะต่ำ ทำให้ connection หลวม และเสียง left/right ไม่สมดุล ซึ่งเป็นข้อควรระวังสำหรับผู้ที่จะซื้อ

🔥 โปรโมชันพิเศษ BlackShark V2 X

ราคาพิเศษเฉพาะช่วงนี้ เริ่มต้น 889 บาท ลดสูงสุด 50%

🎮 ประสิทธิภาพและการใช้งานจริง

คุณภาพเสียงในเกม

BlackShark V2 X ออกแบบมาเพื่อเกม FPSเป็นหลัก และพิสูจน์ตัวเองได้ดีเยี่ยมในเกมอย่าง Valorant, CS:GO, Call of Duty และ Apex Legends ความสามารถในการแยกทิศทางเสียงฝีเท้าเป็นจุดเด่นสำคัญ ผู้เล่นสามารถ pinpoint ตำแหน่งศัตรูได้แม่นยำ โดยเฉพาะเมื่อปรับ EQ ให้เหมาะสม

เสียงเบส: มีความหนาและ punch ดี เหมาะสำหรับเสียงระเบิดและเอฟเฟกต์ action แต่อาจจะหนักเกินไปสำหรับบางคนที่ต้องการความชัดเจนของเสียงกลาง

เสียงกลาง: ชัดเจนและละเอียด เหมาะสำหรับการฟังเสียงฝีเท้า การ reload และเสียงพูดของตัวละคร

เสียงสูง: คมชัดแต่ไม่แหลมจนเกินไป แม้ปรับ volume สูงก็ยังฟังสบาย

อย่างไรก็ตาม รีวิวจาก RTINGS ระบุว่าคุณภาพเสียงโดยเฉพาะเบสและเสียงสูงจะแปรผันตามวิธีสวมใส่ ตำแหน่งหูฟังบนหัว และแม้กระทั่งการมีแว่นตาหรือผมหนา แต่ละครั้งที่สวมอาจได้เสียงที่แตกต่างกันเล็กน้อย ซึ่งเป็นข้อจำกัดของหูฟังในเรนจ์ราคานี้

เกมเมอร์ใช้ Razer BlackShark V2 X เล่นเกม FPS

การทดสอบในเกมต่างประเภท

FPS (Valorant, CS2, Apex Legends): ⭐⭐⭐⭐⭐ (5/5)
เหมาะที่สุด แยกทิศทางเสียงได้แม่นยำ ช่วยให้รู้ตำแหน่งศัตรูได้เร็วขึ้น ไมโครโฟนคมชัดสำหรับการสื่อสารกับทีม

Battle Royale (PUBG, Warzone): ⭐⭐⭐⭐ (4/5)
ใช้ได้ดี spatial awareness ช่วยตรวจจับศัตรูที่เข้ามาใกล้ แต่ soundstage ค่อนข้างแคบ อาจรู้สึกเสียง “in your head” เล็กน้อย

MOBA (League of Legends, Dota 2): ⭐⭐⭐ (3/5)
ใช้ได้ปกติ ไมโครโฟนดีเยี่ยมสำหรับการสื่อสารกับทีม แต่คุณภาพเสียงไม่จำเป็นต้องดีมากนักสำหรับเกมประเภทนี้

MMORPG/RPG (Final Fantasy XIV, The Witcher): ⭐⭐⭐ (3/5)
ใช้ได้ แต่เบสเบาเกินไปสำหรับเกมที่มี cinematic elements และ orchestral soundtrack

ประสิทธิภาพไมโครโฟน

ไมโครโฟน Razer HyperClear Cardioid เป็นจุดเด่นใหญ่ของหูฟังรุ่นนี้ ตามรีวิวจาก RTINGS ไมโครโฟนได้รับคะแนน “excellent recording quality” โดยบันทึกเสียงได้คมชัด เป็นธรรมชาติ และสามารถแยกเสียงพูดออกจากเสียงรบกวนได้ดีแม้ในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงดัง เหมาะสำหรับสตรีมเมอร์และ content creator ที่ต้องการไมค์คุณภาพดีในราคาไม่แพง

อย่างไรก็ตาม ข้อเสียคือไมโครโฟนถอดออกไม่ได้ ทำให้ไม่เหมาะสำหรับการใช้งานนอกบ้านหรือในที่สาธารณะ และผู้ใช้บางส่วนรายงานปัญหา mic buzzing เมื่อใช้กับ laptop บางรุ่น ซึ่งอาจต้องแก้ไขด้วยการปรับการตั้งค่า audio driver

✨ ฟีเจอร์เด่นและข้อได้เปรียบ

1. Razer TriForce 50mm Drivers

เทคโนโลยีไดร์เวอร์ที่แยกย่านเสียง 3 ย่านแบบอิสระเป็นจุดเด่นสำคัญที่ทำให้ BlackShark V2 X แตกต่างจากหูฟังงบประมาณเดียวกัน การแยกคลื่นเสียงแบบนี้ช่วยให้เบสมีความหนาแน่น เสียงกลางชัดเจน และเสียงสูงละเอียด เหมาะสำหรับการจับทิศทางเสียงฝีเท้าและเอฟเฟกต์ต่างๆ ในเกม

2. น้ำหนักเพียง 240 กรัม

เป็นหูฟังที่เบาที่สุดในตระกูล BlackShark ทำให้สามารถสวมใส่ได้นานหลายชั่วโมงโดยไม่เมื่อยคอหรือปวดศีรษะ น้ำหนักเบานี้เป็นข้อได้เปรียบสำคัญเมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง Logitech G432 (250g) หรือคีย์บอร์ด Corsair HS50 Pro (325g)

3. Multi-platform Compatibility

รองรับการใช้งานกับอุปกรณ์ทุกแพลตฟอร์มที่มีพอร์ต 3.5mm ไม่ว่าจะเป็น PC, Mac, PlayStation, Xbox หรือ Nintendo Switch ทำให้เป็นหูฟังเดียวที่ใช้ได้กับทุกอุปกรณ์ที่คุณมี

4. Advanced Passive Noise Cancellation

ดีไซน์ closed-back earcup พร้อม memory foam cushions ช่วยลดเสียงรบกวนจากภายนอกได้ดี แม้จะไม่ใช่ Active Noise Cancellation แต่ก็ช่วยให้ผู้เล่นมีสมาธิกับเกมได้มากขึ้น โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงรบกวนปานกลาง

5. Tested with Team Razer Athletes

Razer พัฒนาหูฟังรุ่นนี้ร่วมกับนักกีฬา esports มืออาชีพจาก Team Razer เพื่อให้มั่นใจว่าตอบโจทย์ความต้องการของผู้เล่นระดับ competitive ทั้งในด้านเสียง ความสะดวกสบาย และการตัดเสียงรบกวน

memory foam cushions ของ Razer BlackShark V2 X

⚖️ ข้อดีและข้อเสีย

✅ ข้อดี

  • ราคาคุ้มค่ามาก – ฿889-1,690 ได้ฟีเจอร์ระดับ esports
  • น้ำหนักเบาที่สุดในกลุ่ม – เพียง 240g ใส่สบายนานๆ
  • ไมโครโฟนคุณภาพยอดเยี่ยม – excellent recording quality ตัดเสียงรบกวนได้ดี
  • แยกทิศทางเสียงได้แม่นยำ – เหมาะสำหรับ competitive FPS
  • Frequency range กว้าง – 12-28kHz กว้างกว่าคู่แข่งในราคาเดียวกัน
  • รองรับหลาย platform – PC, Console, มือถือ ใช้ได้หมด
  • Memory foam breathable – ระบายอากาศดี ใส่นานไม่ร้อน
  • มี 7.1 virtual surround – (แม้จะไม่แนะนำให้ใช้)

❌ ข้อเสีย

  • เสียงไม่สม่ำเสมอ – bass/treble แปรผันตามวิธีสวมใส่
  • Splitter cable คุณภาพต่ำ – มักมีปัญหา connection หลวม อาจต้องซื้อสายใหม่
  • ไม่มี software support – ไม่สามารถปรับ EQ ผ่าน app ได้
  • ไมโครโฟนถอดไม่ได้ – ไม่เหมาะใช้นอกบ้าน
  • Noise isolation อ่อน – passive isolation ไม่ดีมากในสภาพแวดล้อมเสียงดังมาก
  • 7.1 surround เป็น gimmick – ทำให้เสียง muddy แนะนำใช้ stereo
  • โครงสร้างพลาสติก – รู้สึกไม่แข็งแรงเท่ารุ่นที่ใช้โลหะ
  • Static noise บางตัว – ผู้ใช้บางส่วนรายงานปัญหา audio glitching
⚡ เช็คราคาล่าสุด BlackShark V2 X

เปรียบเทียบราคาจากหลายร้านค้า พร้อมโค้ดส่วนลดเพิ่ม

⚔️ เปรียบเทียบกับคู่แข่ง

ในกลุ่มหูฟังเกมมิ่งงบ 1,500-2,000 บาท มีคู่แข่งหลายรุ่นที่มักถูกนำมาเปรียบเทียบกับ Razer BlackShark V2 X ได้แก่ HyperX Cloud Stinger 2, Logitech G432 และ Corsair HS50 Pro มาดูกันว่า BlackShark V2 X โดดเด่นอย่างไรเมื่อเทียบกับคู่แข่ง

Razer BlackShark V2 X vs HyperX Cloud Stinger 2

คุณสมบัติBlackShark V2 XCloud Stinger 2
Driver50mm TriForce50mm
Frequency12-28kHz10-25kHz
น้ำหนัก240g ⭐275-300g
Surround7.1 VirtualDTS Headphone:X ⭐
MicHyperClear (ถอดไม่ได้) ⭐Non-detachable
ราคา~฿1,690~฿1,690

BlackShark V2 X ชนะในด้าน: เบากว่า 35-60g, frequency range กว้างกว่า, mic isolation ดีกว่า, bass หนักและ immersive กว่า

Cloud Stinger 2 ชนะในด้าน: DTS Spatial Audio ดีกว่า 7.1 virtual, breathable กว่า (ระบายอากาศดีกว่า)

Razer BlackShark V2 X vs Logitech G432

คุณสมบัติBlackShark V2 XLogitech G432
Frequency12-28kHz ⭐20-20kHz
น้ำหนัก240g ⭐~250g
Softwareไม่มีLogitech G HUB ⭐
USB DACไม่มีมี ⭐
MicCardioid ⭐Boom (flip-to-mute)

BlackShark V2 X ชนะในด้าน: frequency range กว้างกว่ามาก, mic performance ดีกว่า, leak เสียงน้อยกว่า

G432 ชนะในด้าน: มี software support (ปรับ EQ ได้), โครงสร้างแข็งแรงกว่า, มี USB DAC มาให้

Razer BlackShark V2 X vs Corsair HS50 Pro

คุณสมบัติBlackShark V2 XCorsair HS50 Pro
น้ำหนัก240g ⭐325g
Frequency12-28kHz ⭐20-20kHz
Surround7.1 Virtual ⭐Stereo
MicFixed ⭐ (คุณภาพดีกว่า)Detachable ⭐
Sensitivity100 dB111 dB ⭐

BlackShark V2 X ชนะในด้าน: เบากว่ามาก (85g), frequency range กว้างกว่า, มี 7.1 surround, noise isolation ดีกว่า, mic ตัดเสียงรบกวนดีกว่า

HS50 Pro ชนะในด้าน: mic ถอดได้ (สะดวกกว่า), sensitivity สูงกว่า

เปรียบเทียบหูฟังเกมมิ่ง Razer BlackShark V2 X กับคู่แข่ง

สรุปการเปรียบเทียบ

ในกลุ่มหูฟังเกมมิ่งงบ ฿1,500-1,700 Razer BlackShark V2 X โดดเด่นที่สุดในด้าน:

  • น้ำหนักเบาที่สุด (240g)
  • Frequency range กว้างที่สุด (12-28kHz)
  • Mic performance ดีที่สุด
  • เหมาะสำหรับ competitive FPS มากที่สุด

แต่หากคุณต้องการ:

  • Software support สำหรับปรับ EQ → เลือก Logitech G432
  • Spatial audio ที่ดีกว่า → เลือก HyperX Cloud Stinger 2
  • Mic ถอดได้ → เลือก Corsair HS50 Pro

👤 เหมาะกับใคร / ไม่เหมาะกับใคร

✅ เหมาะกับ

1. นักเล่น Competitive FPS
หากคุณเล่น Valorant, CS2, Apex Legends หรือ Call of Duty อย่างจริงจัง BlackShark V2 X คือตัวเลือกที่ดีที่สุดในงบประมาณนี้ ความสามารถในการแยกทิศทางเสียงฝีเท้าแม่นยำ น้ำหนักเบาเหมาะสำหรับ marathon gaming และไมโครโฟนคุณภาพดีสำหรับการสื่อสารกับทีม

2. ผู้ที่มีงบประมาณจำกัด ฿1,500-2,000 บาท
ในเรนจ์ราคานี้ หาหูฟังที่ให้ฟีเจอร์และคุณภาพเทียบเท่า BlackShark V2 X ได้ยาก คุณจะได้ไดร์เวอร์ระดับ esports, ไมค์คุณภาพยอดเยี่ยม และน้ำหนักเบาที่สุดในกลุ่ม

3. ผู้เล่น Console (PS4/PS5, Xbox, Switch)
เนื่องจากใช้การเชื่อมต่อ 3.5mm จึงรองรับทุก console ได้ทันที ไม่ต้องมี USB sound card ที่ไม่จำเป็นสำหรับ console แนะนำให้ใช้ V2 X มากกว่า V2 สำหรับผู้เล่น console

4. Streamers / Content Creators งบประหยัด
ไมโครโฟน HyperClear Cardioid มีคุณภาพดีพอสำหรับการสตรีม แม้จะไม่เทียบกับ standalone mic แต่ในงบประมาณนี้ถือว่าดีเยี่ยม

5. ผู้ที่ต้องการหูฟังใช้ได้หลาย platform
หากคุณมีทั้ง PC, console และมือถือ และต้องการหูฟังเดียวใช้กับทุกอุปกรณ์ BlackShark V2 X คือคำตอบ

❌ ไม่เหมาะกับ

1. ผู้ที่ต้องการปรับแต่ง EQ อย่างละเอียด
เนื่องจากไม่มี software support คุณจะปรับ EQ ไม่ได้ หากคุณเป็นคนชอบ tweak เสียงให้เหมาะกับแต่ละเกม ควรเลือกหูฟังที่มี software เช่น Logitech G432 แทน

2. ผู้ที่ต้องการ wireless
BlackShark V2 X เป็นหูฟังมีสายเท่านั้น หากคุณต้องการความสะดวกของ wireless ควรพิจารณารุ่นอื่นเช่น Logitech G305 LIGHTSPEED หรือ SteelSeries Arctis 7P

3. ผู้ที่ต้องการใช้นอกบ้าน
ไมโครโฟนถอดไม่ได้ทำให้ดูไม่เหมาะสมเมื่อใช้งานในที่สาธารณะ และ noise isolation ไม่ดีพอสำหรับสภาพแวดล้อมที่มีเสียงดังมาก เช่น รถไฟ หรือคาเฟ่

4. Audiophiles ที่ต้องการคุณภาพเสียงสูงสุด
แม้ BlackShark V2 X จะให้เสียงดีในระดับราคา แต่หากคุณเป็น audiophile ที่ต้องการคุณภาพเสียงระดับ hi-fi ควรเพิ่มงบไปที่รุ่นสูงกว่า เช่น BlackShark V2 หรือ ASUS ROG Cetra II

5. ผู้ที่มีหัวใหญ่หรือใส่แว่นตา
Clamp force อาจรู้สึกแน่นเกินไปสำหรับบางคน โดยเฉพาะในช่วงแรก แม้จะ “คลาย” ลงตามเวลาก็ตาม ผู้ที่มีหัวใหญ่หรือสวมแว่นตาควรลองก่อนซื้อ

Razer BlackShark V2 X บนโต๊ะ gaming setup

🎯 สรุปและคำแนะนำสุดท้าย

Razer BlackShark V2 X พิสูจน์แล้วว่าเป็นหนึ่งในหูฟังเกมมิ่งที่คุ้มค่าที่สุดในช่วงราคา 1,500-1,700 บาท แม้จะเปิดตัวมาตั้งแต่ปี 2020 แต่ยังคงครองใจเกมเมอร์มาจนถึงปี 2026 ด้วยฟีเจอร์ที่โดดเด่นหลายประการ

จุดเด่นที่สุดคือน้ำหนักเบาเพียง 240 กรัม ทำให้สวมใส่สบายแม้เล่นเกมนานๆ ไดร์เวอร์ Razer TriForce 50mm ให้เสียงที่แยกทิศทางได้แม่นยำ เหมาะสำหรับเกม FPS แบบ competitive และไมโครโฟน HyperClear Cardioid ที่ได้รับคะแนน “excellent” จาก RTINGS ทำให้การสื่อสารกับทีมชัดเจนเยี่ยม

อย่างไรก็ตาม หูฟังรุ่นนี้ไม่ใช่ของสมบูรณ์แบบ ข้อจำกัดสำคัญคือสาย splitter ที่มีปัญหาคุณภาะต่ำ (แนะนำซื้อสายใหม่มาใช้แทน), ไม่มี software support สำหรับปรับ EQ, และเสียงที่ไม่สม่ำเสมอขึ้นอยู่กับวิธีสวมใส่ นอกจากนี้ 7.1 virtual surround ถือเป็น gimmick มากกว่าฟีเจอร์ที่ใช้ได้จริง แนะนำให้ใช้โหมด stereo จะดีกว่า

คำแนะนำสำหรับผู้ซื้อ:

  • ซื้อจาก Razer Official Store บน Shopee หากต้องการความมั่นใจด้านของแท้ (ราคา ฿1,690)
  • ติดตาม flash sale บน Shopee/Lazada เพื่อหาราคาที่ดีกว่า (ต่ำสุดที่ ฿889)
  • พิจารณาซื้อ splitter cable คุณภาพดีมาใช้แทนเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา
  • ใช้โหมด stereo แทน 7.1 surround เพื่อความแม่นยำที่ดีกว่า
  • ปรับ EQ ผ่าน Windows หรือsoftware เกมมิ่งเพื่อปรับเสียงให้เหมาะสมกับแต่ละเกม

คะแนนรวม: ⭐⭐⭐⭐ (4/5)
หักดาวเพราะปัญหา splitter cable และไม่มี software support แต่ด้วยราคาและฟีเจอร์ที่ได้ ยังคงเป็นตัวเลือก “Best Value” ในกลุ่มหูฟังเกมมิ่งงบ 2,000 บาท

หากคุณเป็นนักเล่นเกมจริงจังที่มีงบประมาณจำกัด และกำลังมองหาหูฟังที่ให้คุณภาพเสียงดี น้ำหนักเบา และไมค์ยอดเยี่ยม Razer BlackShark V2 X คือคำตอบที่คุณกำลังมองหา ไม่ต้องลังเลที่จะลงทุนกับหูฟังรุ่นนี้ เพราะมันจะช่วยยกระดับการเล่นเกมของคุณได้อย่างแน่นอน

❓ FAQ: คำถามที่พบบ่อย

1. Razer BlackShark V2 X ใช้กับ PS5/Xbox ได้ไหม?

ได้ครับ BlackShark V2 X ใช้การเชื่อมต่อ 3.5mm analog ซึ่งรองรับทุก console ที่มีพอร์ต 3.5mm ไม่ว่าจะเป็น PlayStation 4/5, Xbox One/Series X หรือ Nintendo Switch เพียงเสียบเข้ากับ controller ก็ใช้งานได้ทันที

2. Razer BlackShark V2 X กับ V2 ต่างกันอย่างไร?

ความแตกต่างหลักคือ:
V2 มี USB sound card พร้อม THX Spatial Audio, รองรับ Razer Synapse, ไมโครโฟนถอดได้, FlowKnit memory foam cushions
V2 X เป็น entry-level ใช้ 3.5mm เท่านั้น, ไม่มี software support, ไมค์ติดตาย, ราคาถูกกว่า ~฿1,000

3. ไมโครโฟนของ BlackShark V2 X ถอดออกได้ไหม?

ถอดไม่ได้ครับ ไมโครโฟนติดตายกับหูฟัง ซึ่งแตกต่างจาก BlackShark V2 รุ่นแพงกว่าที่สามารถถอดออกได้ อย่างไรก็ตาม มีปุ่ม click-to-mute บนตัวหูฟังที่สะดวกใช้งาน

4. BlackShark V2 X ต้องใช้ software ไหม?

ไม่จำเป็นครับ หูฟังทำงานได้ทันทีโดยไม่ต้องติดตั้ง software ใดๆ เพียงเสียบเข้ากับอุปกรณ์ก็ใช้งานได้เลย อย่างไรก็ตาม หากต้องการใช้ 7.1 virtual surround บน PC จะต้อง download software แยกและลงทะเบียนสินค้าเพื่อรับ activation code

5. วิธีเปิด 7.1 Surround Sound บน BlackShark V2 X?

ขั้นตอนคือ:
1. ลงทะเบียนสินค้าที่เว็บไซต์ Razer
2. รับ activation code ทาง email
3. Download 7.1 Surround Sound software
4. ติดตั้งและใช้ activation code
5. เปิดใช้งานผ่าน software (รองรับเฉพาะ Windows 10 64-bit)

อย่างไรก็ตาม แนะนำให้ใช้โหมด stereo ปกติจะให้ความแม่นยำดีกว่า

6. สายของ BlackShark V2 X ยาวเท่าไหร่?

สายหลักยาว 1.3 เมตร และมาพร้อมสาย splitter ยาวเพิ่มอีก 0.5 เมตร รวมทั้งหมด 1.8 เมตร ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้งานบนโต๊ะคอมพิวเตอร์ทั่วไป

7. BlackShark V2 X รับประกันกี่ปี?

สินค้าที่ซื้อในไทยจากตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการจะได้รับการรับประกัน 2 ปี ส่วนสินค้าที่ซื้อจากต่างประเทศจะได้รับประกัน 1 ปี ตามนโยบาย Razer Warranty แนะนำให้ซื้อจาก Razer Official Store หรือร้านค้าที่เป็นตัวแทนอย่างเป็นทางการเพื่อความมั่นใจในการรับประกัน

กล่อง Razer BlackShark V2 X และอุปกรณ์ภายในกล่อง